สำหรับทริปนี้เราต้องตื่นกันแต่เช้า เพื่อออกเดินทางในเวลา 9 โมงเช้าของทุกวัน ในวันนี้เราจะไปดูงานต่างใน จ.ลำปาง ซึ่งไม่ได้เดินทางไกลมากนัก
วัดไหล่หินหลวง
เป็นสถานที่แรกในวันนี้ วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในลำปาง เมื่อเดินเข้ามาภายในจะเจอกับลานทราย ซึ่งเป็นลานที่เชื่อมต่อกับทุกพื้นที่ มีต้นโพธิ์ใหญ่ให้ร่มเงา แสดงถึงความร่มเย็นร่มรื่น องค์ประกอบทั้งหมดของวัดประกอบไปด้วยเจดีย์ที่เป็นประธาน วิหารที่เก่าแก่การใช้ลวดลายที่แต่งลงบนโครงทำให้เห็นถึงความมีผีมือของช่างสมัยก่อน แต่โครงสร้างบางอย่างของวิหารถูกเปลี่ยนไปบ้าง มีวิหารคตล้อมรอบ มีกำแพงแก้วที่ไม่สูงมากและมีซุ้มประตูปูนซึ่งปั้นแบบโบราณมีการใส่ลวดลายลงบนปูนซึ่งมีความสวยงามมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นอยู่ตรงกลางของแกนวัด และยังมีหอไตรอยู่ถัดออกมาในหอไตรนี้มีการเก็บวัสดุที่เป็นโครงสร้างในอดีตทำให้เราได้เห็นว่าในอดีตเป็นแบบใด โดยองค์ประกอบทั้งหมดนี้เข้ากันอย่างลงตัวเนื่องจากแต่ละส่วนมีมาตราส่วนที่ใกล้เคียงกันไม่ใหญ่มากนัก ดูแล้วไปด้วยกันอย่างลงตัว สวยงาม เข้ากับธรรมชาติได้ดีมาก
วัดพระธาตุลำปางหลวง
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงใน จ.ลำปางเป็นอย่างมาก ซึ่งดีใจที่ได้มาเพราะไม่เคยมาก่อน เมื่อเข้ามาทำให้รู้สึกว่ามีความสวยงามมาก จากด้านหน้าของซุ้มเป็นลานโล่งมีการใช้เชื่อมพื้นที่ทางขึ้นไปยังซุ้มประตู ซุ้มประตูเป็นซุ้มประตูแบบล้านนา มีกรอบนำสายตาไปยังตัววิหาร เมื่อเข้ายังตัววิหารซึ่งวิหารนี้เป็นโถงโล่งถูกแบ่งพื้นที่ด้วยช่วงเสา ทำให้พื้นที่เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งความโปร่งโล่งนี้ทำให้เกิดการเชื่อมต่อทางสายตาออกด้านนอกที่เป็นลานทรายเชื่อมต่อไปยังส่วนอื่นๆ แต่มีการใช้วิหารคตที่เรียบๆมาเป็นตัวปิดล้อมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้ ทำให้เห็นขอบเขตบริเวณได้อย่างชัดเจน ภายในบริเวณวัดยังมีความน่าสนใจอื่นเช่น ลานต้นโพธิ์ ซึ่งมีอยู่หลายต้นและมีต้นตาลควบคู่ ซึ่งเกิดจากคิดที่ว่า ต้นโพธิ์เกิดความเป็นกลุ่มก้อนเป็นแนวนอนจึงมีการปูลกต้นตาลเพื่อให้เกิดเส้นตั้งดูแล้วเกิดสัดส่วนที่สวยงาม ซึ่งเป็นแนวคิดของคนสมัยก่อนที่ดีมาก ทั้งนี้ยังมีหอดูพระธาตุกลับหัวซึ่งมีความน่าอัศจรรย์มากซึ่งเกิดจากธรรมชาติโดยที่แสงผ่านเข้ามาในรูไม้แล้วเกิดการหักเหเกิดภาพขึ้นภายใน ซึ่งเหมือนหลักการของกล้องรูเข็ม ทางด้านหลังยังมีหอประดิษฐานพระแก้วของลำปางด้วย ซึ่งทั้งหมดภายในวัดนี้มีความสวยงามมาก เกิดความประทับใจมาก
วัดปงยางคก
เมื่อมาถึงที่นี่ก่อนเข้าเขตบริเวณวัดก็ได้เจอกับลานต้นโพธิ์ซึ่งมีขนาดของลานที่ใหญ่มาก มีต้นตาลควบคู่เช่นเดียวกัน อยู่ทางด้านหน้าของวัดมีกำแพงแก้วเตี้ยๆเป็นกรอบกำหนดพื้นที่เอาไว้ทำให้เห็นถึงความต่อเนื่องของพื้นที่ภายใน เมื่อเดินเข้ามาภายในวัดก็เจอกับวิหารเก่า ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มากเป็นวิหารเล็กๆ วางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก ภายในโปร่งมีผนังครึ่งเดียวทำให้เกิดการเชื่อมต่อออกไปยังพื้นที่ภายนอกที่เป็นลานโล่ง โครงสร้างเป็นโครงสร้างไม้ แต่ฐานเสาใช้ปูน ความสวยงามภายในเกิดจากการลงลายบนโครงสร้างไม้ทั้งหมด ซึ่งมีความสวยงามมากทีเดียว ภายในวัดเมื่อมองภาพรวมจะมีองค์ประกอบที่สวยงามมาก
ซึ่งจากการที่เห็นวิหารในวันนี้ 3 ที่นั้น ทำให้สังเกตว่า ตัววิหารนั้น หลังคาจะมีการเล่นระดับเพื่อลดมาตรตราส่วนของตัววิหารไม่ให้ใหญ่เกินไป จะเห้นได้ว่า ทางด้านหน้าจะมีการลดระดับมากกว่าด้านหลัง 1 ระดับเสมอ ทั้งนี้ส่วนหลังวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานมีการออกแบบที่ให้เกิดพื้นที่ลงตัว สวยงามพอดีกับสัดส่วนโถงทีเดียว
เมื่อเสร็จจากวัดปงยางคกก็เดินทางกลับแต่ระหว่างเดินทางกลับนั้นเราก็ได้แวะดูบ้านชาวบ้านไปเรื่อยๆตลอดทางซึ่งแต่ละบ้านมีความสวยงามที่แตกต่างกันตามแบบวิถีชีวิตของแต่ละครอบครัวได้เห็นถึงความใจดีของชาวบ้าน ความเป็นอยู่ เห็นรายละเอียดของการออกแบบบ้านในสมัยก่อน การแก้ปัญหาต่างๆที่เป็นพื้นถิ่น อย่างสวยงาม
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ทริปอาจารย์จิ๋ว วันแรก 24/07/2553
วันแรกกับทริปที่เป็นทริปประจำปีของชาว สถ 5 ทุกคน เป็นทริปที่ยาวนานมีระยะเวลาถึง 9 วัน ซึ่งเดินทางไปศึกษาหาความรู้ถึงภาคเหนือโดยที่ในแต่ละวันนั้นไม่มีใครรู้ได้เลยว่าจะไปไหนที่ไหนยังไงบ้าง ซึ่งก็ได้แต่ตามอาจารย์จิ๋วซึ่งเป็นผู้นำทริปนี้มาตลอดไปเรื่อยๆ สถานที่ที่เราจะไปกันนั้นจะเป็นที่ไหน ยังไง คงต้องเป็นคอยดูไปเรื่อยๆ แต่เชื่อได้ว่าทุกที่ที่จะไปนี้ ต้องมีประโยชน์ สวยงาม ทุกที่แน่นอน
จ.อุทัยธานี
สถานที่แรกในวันนี้มากันที่จังหวัดอุทัยธานีซึ่งเป็นจังหวัดทางผ่านขึ้นภาคเหนือซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่เคยมาเลยในชีวิต เมื่อได้มาก็รู้สึกดีและประทับใจ ก่อนหน้าที่จะเข้าเมืองมีนาข้าวที่น่าสนใจอยู่ซึ่งเป็นการเล่นระดับของแปลงข้าวแต่ละแปลงทำให้เกิดเส้นสายที่สวยงามเกิดการแบ่งเส้นทางสัญจรอย่างชัดเจน
จากนั้นก็เข้าตัวเมืองอุทัยธานีเป็นเมืองเล็กๆไม่มีอาคารทันสมัยอะไรมากมาย ส่วนมากเป็นบ้านไม้เก่าแก่ หลังคากระเบื้องว่าวที่เก่าแก่ดูมีคุณค่าน่าอนุรักษ์บางส่วนก็มีการซ่อมการใช้วัสดุใหม่เข้ามาบ้าง บ้านเรือนของที่นี่จะเรียงรายกันเป็นห้องๆแต่ละหลังนั้นมีการเล่นช่องเปิดไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความแตกต่างน่าสนใจ วัสดุของอาคารที่ลงตัวทำให้เกิดเป็นรูปด้านที่สวยงาม อาคารที่เห็นนั้นสามารถบ่งบอกความเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีมานานได้ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ลงตัว ดูแล้วคู่ควรแกการเก็บรักษาให้คนรุ่นหลังได้เห็น
จากนั้นเราออกนอกเมืองมาหน่อย ซึ่งเมืองนี้มีแม่น้ำไหลผ่านทำให้มีการเรือนแพอยู่อาศัยกันริมน้ำแล้วนี่แหละคือประเด็นสำคัญในวันนี้ที่อาจารย์จิ๋วต้องการให้เราได้รู้ถึงเรื่องเรือนแพ ซึ่งเป็น 1 ในเรือนพื้นถิ่นที่สำคัญและมีมายาวนานแล้วควรแก่การศึกษา เมื่อมาศึกษาจากที่นี่ก็พบว่าเรือนแพที่นี่มีการเชื่อมต่อเรียงกันตามแม่น้ำเป็นเส้น โดยที่แต่ละเรือนมีการออกแบบไม่เหมือนกันตามแต่ลักษณะการใช้งานและเกิดพื้นที่ใช้สอยต่างกันของแต่ละบ้านแต่ทุกบ้านจะมีท่าน้ำหน้าบ้านของตนเองเนื่องจากการวิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับน้ำจึงจำเป้นต้องมีเรือทุกบ้าน มีการใช้วัสดุแต่ละหลังที่แตกต่างกันทำให้เกิดความสวยงามที่ต่างกัน แต่เมื่อเห็นเป็นภาพรวมมีความสวยงามลงตัว อีกทั้งเรือนแพยังมีความน่าสนใจในแง่ของโครงสร้างที่ทำให้ลอยน้ำได้ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เก่งมาก
จากนั้นเราเดินทางมาดูเรือนแพอีกที่หนึ่งซึ่งเรือนแพที่นี่เป็นเรือนที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี เมื่อเข้าไปสัมผัสรู้สึกถึงบรรยากาศที่ย้อนไปยังสมัยก่อนได้เลย เนื่องจากวัสดุไม้ที่ใช้มีความเก่าสีเข้มดูแล้วให้ความรู้สึกยาวนาน เก่าแก่ อีกทั้งการออกแบบช่องเปิดต่างๆที่เป็นแบบสมัยก่อนเพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนสมัยก่อน มีการใช้ลายฉลุที่สวยงามเป็นตัวสื่อให้เห็นถึงความประณีตของช่างในสมัยก่อน พื้นที่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีความลงตัว ตอบสนองต่อความต้องการ ได้อย่างดี ทำให้พื้นที่ของตัวเรือนทั้งหมดเข้ากันได้อย่างสวยงาม ดูแล้วมีคุณค่าควรที่จะอนุรักษ์ให้คนได้ศึกษา ซึ่งนอกจากเรือนนี้นั้นแล้วบริเวณรอบๆข้างก็มีเรือนอื่นอยู่เช่นกัน ซึ่งเรือนอื่นๆก็มีความน่าสนใจเช่นกัน
จากตรงนี้เราก็เดินทางขึ้นไปยังภาคเหนือซึ่งวันนี้เราจะต้องไปพักกันที่ จ.ลำปาง กว่าจะถึงที่พักก็เป็นเวลา ตี1 แล้วซึ่งเราต้องพักที่นี่เป็นเวลา 3 คืนด้วยกัน เมื่อถึงต่างคนก็รีบเข้าห้องอาบน้ำนอนกันหมด วันแรกก็ผ่านพ้นไปด้วยดี
จ.อุทัยธานี
สถานที่แรกในวันนี้มากันที่จังหวัดอุทัยธานีซึ่งเป็นจังหวัดทางผ่านขึ้นภาคเหนือซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่เคยมาเลยในชีวิต เมื่อได้มาก็รู้สึกดีและประทับใจ ก่อนหน้าที่จะเข้าเมืองมีนาข้าวที่น่าสนใจอยู่ซึ่งเป็นการเล่นระดับของแปลงข้าวแต่ละแปลงทำให้เกิดเส้นสายที่สวยงามเกิดการแบ่งเส้นทางสัญจรอย่างชัดเจน
จากนั้นก็เข้าตัวเมืองอุทัยธานีเป็นเมืองเล็กๆไม่มีอาคารทันสมัยอะไรมากมาย ส่วนมากเป็นบ้านไม้เก่าแก่ หลังคากระเบื้องว่าวที่เก่าแก่ดูมีคุณค่าน่าอนุรักษ์บางส่วนก็มีการซ่อมการใช้วัสดุใหม่เข้ามาบ้าง บ้านเรือนของที่นี่จะเรียงรายกันเป็นห้องๆแต่ละหลังนั้นมีการเล่นช่องเปิดไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความแตกต่างน่าสนใจ วัสดุของอาคารที่ลงตัวทำให้เกิดเป็นรูปด้านที่สวยงาม อาคารที่เห็นนั้นสามารถบ่งบอกความเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีมานานได้ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ลงตัว ดูแล้วคู่ควรแกการเก็บรักษาให้คนรุ่นหลังได้เห็น
จากนั้นเราออกนอกเมืองมาหน่อย ซึ่งเมืองนี้มีแม่น้ำไหลผ่านทำให้มีการเรือนแพอยู่อาศัยกันริมน้ำแล้วนี่แหละคือประเด็นสำคัญในวันนี้ที่อาจารย์จิ๋วต้องการให้เราได้รู้ถึงเรื่องเรือนแพ ซึ่งเป็น 1 ในเรือนพื้นถิ่นที่สำคัญและมีมายาวนานแล้วควรแก่การศึกษา เมื่อมาศึกษาจากที่นี่ก็พบว่าเรือนแพที่นี่มีการเชื่อมต่อเรียงกันตามแม่น้ำเป็นเส้น โดยที่แต่ละเรือนมีการออกแบบไม่เหมือนกันตามแต่ลักษณะการใช้งานและเกิดพื้นที่ใช้สอยต่างกันของแต่ละบ้านแต่ทุกบ้านจะมีท่าน้ำหน้าบ้านของตนเองเนื่องจากการวิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับน้ำจึงจำเป้นต้องมีเรือทุกบ้าน มีการใช้วัสดุแต่ละหลังที่แตกต่างกันทำให้เกิดความสวยงามที่ต่างกัน แต่เมื่อเห็นเป็นภาพรวมมีความสวยงามลงตัว อีกทั้งเรือนแพยังมีความน่าสนใจในแง่ของโครงสร้างที่ทำให้ลอยน้ำได้ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่เก่งมาก
จากนั้นเราเดินทางมาดูเรือนแพอีกที่หนึ่งซึ่งเรือนแพที่นี่เป็นเรือนที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี เมื่อเข้าไปสัมผัสรู้สึกถึงบรรยากาศที่ย้อนไปยังสมัยก่อนได้เลย เนื่องจากวัสดุไม้ที่ใช้มีความเก่าสีเข้มดูแล้วให้ความรู้สึกยาวนาน เก่าแก่ อีกทั้งการออกแบบช่องเปิดต่างๆที่เป็นแบบสมัยก่อนเพื่อให้เข้ากับการใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนสมัยก่อน มีการใช้ลายฉลุที่สวยงามเป็นตัวสื่อให้เห็นถึงความประณีตของช่างในสมัยก่อน พื้นที่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีความลงตัว ตอบสนองต่อความต้องการ ได้อย่างดี ทำให้พื้นที่ของตัวเรือนทั้งหมดเข้ากันได้อย่างสวยงาม ดูแล้วมีคุณค่าควรที่จะอนุรักษ์ให้คนได้ศึกษา ซึ่งนอกจากเรือนนี้นั้นแล้วบริเวณรอบๆข้างก็มีเรือนอื่นอยู่เช่นกัน ซึ่งเรือนอื่นๆก็มีความน่าสนใจเช่นกัน
จากตรงนี้เราก็เดินทางขึ้นไปยังภาคเหนือซึ่งวันนี้เราจะต้องไปพักกันที่ จ.ลำปาง กว่าจะถึงที่พักก็เป็นเวลา ตี1 แล้วซึ่งเราต้องพักที่นี่เป็นเวลา 3 คืนด้วยกัน เมื่อถึงต่างคนก็รีบเข้าห้องอาบน้ำนอนกันหมด วันแรกก็ผ่านพ้นไปด้วยดี
ทริปสระบุรี 10/07/2553
เช้านี้เป็นเช้าวันเสาร์ที่ต้องตื่นเร็วเป็นพิเศษเนื่องจากมีทริปออกภาคสนามไปศึกษางานบ้านพื้นถิ่นที่ จ.สระบุรี ซึ่งเวลานัดหมายของเรานั้น 07.30 น. เมื่อถึงที่คณะใช้เวลารวมตัวกันสักพักหนึ่ง 8.20 น. ล้อหมุนออกเดินทางไปยัง จ.สระบุรี สักพักใหญ่ๆก็ถึงจุดหมายปลายทาง
บ้านเขาแก้ว
บ้านหลังนี้เป็นบ้านของอาจารย์ทรงชัย ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยที่เก่าแก่ซึ่งมีด้วยกันอยู่ 6 เรือนใหญ่ มีลานดินใหญ่เพื่อใช้ทำกิจกรรมต่างๆตามวัฒนธรรมและเป็นทางเชื่อมเรือนอื่นๆ เข้าด้วยกันทั้งหมด อาคารทั้งหมดสร้างด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม มีการใช้วัสดุที่เป็นแบบดั้งเดิมและแบบใหม่เข้าด้วยกัน แต่ไม่ทำให้ลักษณะความเป็นไทยของเดิมเปลี่ยนแปลงไป บริเวณทั้งหมดของบ้านมีต้นไม้ให้ความร่มรื่นอยู่ทุกบริเวณ มีน้ำทำให้พื้นที่มีความน่าสนใจดูสดชื่นตลอดเวลา น่าพักผ่อนมาก มีการเลี้ยงสัตว์ตามแบบวัฒนธรรมเดิมของคนไทย การวางผังของเรือนทั้งหมดมีการเชื่อมต่อที่น่าสนใจด้วยการใช้แนวคิดที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านต่างๆ การประยุกต์นำของสมัยใหม่มาใช้กับของสมัยเก่าหรือการซ่อมแซมที่เกิดขึ้นดูลงตัวกับของเก่าที่มีอยู่ภายในบ้านและเข้ากับตัวเรือนเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้แนวคิดของอาจารย์ทรงชัยที่อนุรักษ์บ้านไทยไว้นั้น เพราะเห็นคุณค่าของความเป็นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทย วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมของไทย การใช้ชีวิตที่มีความสุขโดยอยู่กับความเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังเข้ามาศึกษาและเห็นประโยชน์ ซึ่งจากการได้สัมผัสในสถานที่แห่งนี้นั้น มีหลายอย่างที่น่าสนใจเป็นประโยชน์ในแง่ของวางผังออกแบบพื้นที่ การตกแต่งภายใน รายละเอียดต่างๆ การใช้วัสดุธรรมชาติที่มาตกแต่ง ซึ่งสามารถหยิบนำไปใช้กับสมัยใหม่ได้อย่างดีทีเดียว
หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน
สถานที่นี้อยู่ตรงข้ามกับบ้านเขาแก้วเพียงแค่เดินข้ามถนนก็จะถึง เป็นเรือนที่แสดงความเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านของคนไทยวน พื้นที่ทั้งหมดนั้นเป็นเนินลงไปถึงแม่น้ำ ทำให้เรือนทั้งหมดต้องมีการเล่นระดับตามเนินดิน จนมาถึงริมน้ำ ความน่าสนใจอยู่ที่การวางผังของเรือนทั้งหมดซึ่งทำเป็นเรือนโอบล้อมพื้นที่ตรงกลาง โดยพื้นที่ตรงกลางนั้นมีการลดระดับทำเป็นเวทีสำหรับการแสดงพื้นบ้านของไทยวน ผู้ที่มาเยี่ยมชมสามารถชมได้จากทุกทาง มีต้นไม้น้อยใหญ่คอยให้ร่มเงาทุกบริเวณ ทำให้มีบรรยากาศที่ดี มีการใช้วัสดุที่ลงตัวกับอาคาร ทั้งนี้เนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำ จึงมีเรือนแพและโรงจอดเรือเก่าให้ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน อีกทั้งกิจกรรมภายในนั้นทั้งหมดยังแสดงถึงวิถีชีวิตของคนแต่ก่อนอีกด้วย ทำให้เราได้เห็นถึงภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนสมัยก่อนที่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างลงตัวโดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ การแก้ปัญหาการสร้างเรือนที่ลดระดับตามพื้นที่ที่มีความลาดชันได้อยากสวยงาม ลงตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าศึกษา น่าสนใจ มีประโยชน์ในการนำมาใช้ออกแบบงานในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ตลาดเก่าเสาไห้
ออกมาจากบ้านไทยวนมาไม่ไกลนักก็ถึงตลาดเสาไห้ ซึ่งทำเป็นตลาดเก่า 100 ปี ที่นี่เป็นตลาดที่ไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งละแวกนั้นก็มีบ้านคนอยู่ปะปนด้วย อาคารส่วนมากของที่นี่ยังเป็นไม้อยู่ซึ่งแสดงถึงความเก่าแก่ อาคารแต่ละหลังๆจะติดกันเป็นห้องๆ แต่มีการตกแต่ง การใช้ประตูหน้าต่าง ที่แตกต่างกัน บางหลังนั้นมีการใช้แบบประตูหน้าต่างที่มีความหน้าสนใจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานใหม่ได้ ในส่วนที่เป็นบ้านคนนั้นก็มีพื้นที่การจัดผังบริเวณที่มีความน่าสนใจ มีการยกใต้ถุนเกิดพื้นที่ใช้งาน การใช้วัสดุที่ลงตัวบริบทโดยรอบที่มีความเป็นธรรมชาติร่มรื่นทำให้เกิดพื้นที่ใช้งานและมีความสวยงาม
บ้านเขาแก้ว
บ้านหลังนี้เป็นบ้านของอาจารย์ทรงชัย ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยที่เก่าแก่ซึ่งมีด้วยกันอยู่ 6 เรือนใหญ่ มีลานดินใหญ่เพื่อใช้ทำกิจกรรมต่างๆตามวัฒนธรรมและเป็นทางเชื่อมเรือนอื่นๆ เข้าด้วยกันทั้งหมด อาคารทั้งหมดสร้างด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม มีการใช้วัสดุที่เป็นแบบดั้งเดิมและแบบใหม่เข้าด้วยกัน แต่ไม่ทำให้ลักษณะความเป็นไทยของเดิมเปลี่ยนแปลงไป บริเวณทั้งหมดของบ้านมีต้นไม้ให้ความร่มรื่นอยู่ทุกบริเวณ มีน้ำทำให้พื้นที่มีความน่าสนใจดูสดชื่นตลอดเวลา น่าพักผ่อนมาก มีการเลี้ยงสัตว์ตามแบบวัฒนธรรมเดิมของคนไทย การวางผังของเรือนทั้งหมดมีการเชื่อมต่อที่น่าสนใจด้วยการใช้แนวคิดที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านต่างๆ การประยุกต์นำของสมัยใหม่มาใช้กับของสมัยเก่าหรือการซ่อมแซมที่เกิดขึ้นดูลงตัวกับของเก่าที่มีอยู่ภายในบ้านและเข้ากับตัวเรือนเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้แนวคิดของอาจารย์ทรงชัยที่อนุรักษ์บ้านไทยไว้นั้น เพราะเห็นคุณค่าของความเป็นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทย วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมของไทย การใช้ชีวิตที่มีความสุขโดยอยู่กับความเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลังเข้ามาศึกษาและเห็นประโยชน์ ซึ่งจากการได้สัมผัสในสถานที่แห่งนี้นั้น มีหลายอย่างที่น่าสนใจเป็นประโยชน์ในแง่ของวางผังออกแบบพื้นที่ การตกแต่งภายใน รายละเอียดต่างๆ การใช้วัสดุธรรมชาติที่มาตกแต่ง ซึ่งสามารถหยิบนำไปใช้กับสมัยใหม่ได้อย่างดีทีเดียว
หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน
สถานที่นี้อยู่ตรงข้ามกับบ้านเขาแก้วเพียงแค่เดินข้ามถนนก็จะถึง เป็นเรือนที่แสดงความเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านของคนไทยวน พื้นที่ทั้งหมดนั้นเป็นเนินลงไปถึงแม่น้ำ ทำให้เรือนทั้งหมดต้องมีการเล่นระดับตามเนินดิน จนมาถึงริมน้ำ ความน่าสนใจอยู่ที่การวางผังของเรือนทั้งหมดซึ่งทำเป็นเรือนโอบล้อมพื้นที่ตรงกลาง โดยพื้นที่ตรงกลางนั้นมีการลดระดับทำเป็นเวทีสำหรับการแสดงพื้นบ้านของไทยวน ผู้ที่มาเยี่ยมชมสามารถชมได้จากทุกทาง มีต้นไม้น้อยใหญ่คอยให้ร่มเงาทุกบริเวณ ทำให้มีบรรยากาศที่ดี มีการใช้วัสดุที่ลงตัวกับอาคาร ทั้งนี้เนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำ จึงมีเรือนแพและโรงจอดเรือเก่าให้ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน อีกทั้งกิจกรรมภายในนั้นทั้งหมดยังแสดงถึงวิถีชีวิตของคนแต่ก่อนอีกด้วย ทำให้เราได้เห็นถึงภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนสมัยก่อนที่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างลงตัวโดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ การแก้ปัญหาการสร้างเรือนที่ลดระดับตามพื้นที่ที่มีความลาดชันได้อยากสวยงาม ลงตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าศึกษา น่าสนใจ มีประโยชน์ในการนำมาใช้ออกแบบงานในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ตลาดเก่าเสาไห้
ออกมาจากบ้านไทยวนมาไม่ไกลนักก็ถึงตลาดเสาไห้ ซึ่งทำเป็นตลาดเก่า 100 ปี ที่นี่เป็นตลาดที่ไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งละแวกนั้นก็มีบ้านคนอยู่ปะปนด้วย อาคารส่วนมากของที่นี่ยังเป็นไม้อยู่ซึ่งแสดงถึงความเก่าแก่ อาคารแต่ละหลังๆจะติดกันเป็นห้องๆ แต่มีการตกแต่ง การใช้ประตูหน้าต่าง ที่แตกต่างกัน บางหลังนั้นมีการใช้แบบประตูหน้าต่างที่มีความหน้าสนใจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานใหม่ได้ ในส่วนที่เป็นบ้านคนนั้นก็มีพื้นที่การจัดผังบริเวณที่มีความน่าสนใจ มีการยกใต้ถุนเกิดพื้นที่ใช้งาน การใช้วัสดุที่ลงตัวบริบทโดยรอบที่มีความเป็นธรรมชาติร่มรื่นทำให้เกิดพื้นที่ใช้งานและมีความสวยงาม
ครั้งแรกกับทริปอาจารย์จิ๋ว 07/07/2553
ทริปนี้เป็นทริปสำหรับวิชาพื้นถิ่น ซึ่งพามาศึกษาดูงานพื้นถื่นที่อยู่ในเขตรอบๆกรุงเทพ ทริปนี้เราออกกันตั้งแต่เที่ยงจนกลับถึงมหาลัยอีกทีก็มืดแล้ว
บ้านทุ่งครุ
เป็นบ้านของชาวบ้านที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ทำอาชีพเหมือนกัน คือเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา โดยที่ตัวบ้านนั้นเป็นเรือนไม้มุงด้วยหญ้าแฝกแบบดั้งเดิมบางส่วนก็มีการปรับปรุงใช้สังกะสีซ่อมแซมแต่ดูลงตัว พื้นที่ทางเข้าตั้งแต่หน้าบ้านเป็นลานดินปลูกพืชผัก เป็นลานส่งให้ตัวบ้านดูเด่น ต้นพืชเป็นตัวกำหนดทางสัญจรเข้าสู่ตัวบ้าน บ้านแต่ละหลังมีพื้นที่ที่น่าสนใจอีกทั้งยังมีภูมิปัญญาพื้นบ้านในการคิดรายละเอียดเล็กๆน้อยอีก ลักษณะการวางแนวอาคารเกิดเป็นกลุ่มก้อน เกิดพื้นที่เชื่อมต่อกันที่น่าสนใจทีเดียว ทั้งนี้บริเวณใกล้เคียงละแวกนั้น ก็ยังมีบ้านอีกที่น่าสนใจ ซึ่งพื้นที่ภายใน และรูปทรงภายนอกมีการเล่นระนาบที่มีความน่าสนใจเช่นกัน
โรงเรียนรุ่งอรุณ
เป็นโรงเรียนในเครือของสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งอาศรมศิลป์เป็นผู้ออกแบบทั้งหมด แนวความคิดของการออกแบบโรงเรียนมีความน่าสนใจมาก การวางผังอาคารทั้งหมดเข้ากับบริบทโดยรอบที่มีอยู่ รักษาสภาพสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี พื้นที่ส่วนต่างๆมีความน่าสนใจ จุดเด่นคืออาคารทั้งหมดพยายามอนุรักษ์สิ่งที่เป็นท้องถิ่นเดิมไว้ ให้เห็นถึงเอกลักษณ์ความสำคัญ
ของเรือนสมัยก่อน แต่ก็มีการใช้เทคนิคสมัยใหม่เข้าไปประกอบแต่ไม่ทำให้เสียของเดิม ซึ่งงานที่ออกมาดูลงตัวสวยงามทีเดียว อาคารแต่ละอาคารออกแบบมาให้บรรยากาศเข้ากันกับพื้นที่ใช้สอยซึ่งเหมาะกับลักษณะของวิชาที่เรียน ทางสัญจรต่างๆเชื่อมถึงกันโดยใช้ธรรมชาติมามีส่วนร่วม เกิดพื้นที่ที่มีความสวยงามน่าพักผ่อนตลอดเส้นทาง ทั้งโรงเรียนมีความร่นรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ทำให้อากาศไม่ร้อน ทั้งนี้โรงเรียนนี้เน้นที่จะสอนให้เด็กมีความอดทน มัธยัสถ์ ใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่า ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักวิถีความเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อนที่จะทำให้ตนเองมีความสุขได้โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากมาย
สถาบันอาศรมศิลป์
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตของสถาบันอาศรมศิลป์ ก็ได้เห็นถึงงานสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นท้องถิ่นรวมกับความเป็นงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ด้วยรูปทรงของอาคารที่เป็นจั่วเหมือนสมัยก่อน แต่การจัดพื้นที่ภายใน วัสดุ และเทคนิคเป็นงานผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาเดิมกับเทคนิคสมัยใหม่เข้าด้วยกันทำให้อาคารออกมามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก อาคารทั้ง 5 อาคารมีลักษณะเหมือนกัน แต่พื้นที่ใช้สอยไม่เหมือนกัน โดยมีสนามหญ้าอยู่หน้าอาคารทั้งหมด ทำให้เกิดบรรยากาศที่สดชื่นทุกอาคาร อาคารแต่ละอาคารเชื่อมต่อกันด้วยระเบียงนอกชานแบบสมัยก่อนมีพื้นที่นั่งพักผ่อน ภายในของอาคารแต่ละหลังมีการจัดพื้นที่ที่มีความน่าสนใจมากเป็นการนำแนวคิดสมัยใหม่เข้ามาใช้กับงานได้อย่างลงตัว ทั้งนี้การเลือกจะใช้หญ้าแฝกมุงหลังที่สื่อถึงความเป็นท้องถิ่นอย่างชัดเจน แต่มีการแก้ปัญหาด้วยมุงหลังคาใสไว้ภายในซึ่งกันน้ำรั่วได้ดี และอาคารเป็นอาคารที่ค่อนข้างใหญ่ มาตราส่วนต่างๆก็ขยายตามไปด้วย การรับแรงจึงทำไม่ได้ตามแบบโครงสร้างสมัยก่อน จึงมีการใช้โครงสร้างแบบใหม่เข้ามา แต่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งกันกับบรรยากาศเดิมเลย ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคิดแก้ปัญหา
ที่ดีและสวยงามลงตัวกับงานที่ออกมา สำหรับที่นี่เป็นที่ที่ทำให้เห็นแนวทางของความเป็นสถาปัยกรรมพื้นถิ่นไทยเราเดิมที่สามารถเดินควบคู่ไปกับสถาปัตยกรรมยุคใหม่ได้ โดยไม่ได้ด้อยไปกว่างานใหม่ๆเลย ทำให้เราได้เห็นถึงคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเราเดิมได้อย่างดี
บ้านทุ่งครุ
เป็นบ้านของชาวบ้านที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ทำอาชีพเหมือนกัน คือเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา โดยที่ตัวบ้านนั้นเป็นเรือนไม้มุงด้วยหญ้าแฝกแบบดั้งเดิมบางส่วนก็มีการปรับปรุงใช้สังกะสีซ่อมแซมแต่ดูลงตัว พื้นที่ทางเข้าตั้งแต่หน้าบ้านเป็นลานดินปลูกพืชผัก เป็นลานส่งให้ตัวบ้านดูเด่น ต้นพืชเป็นตัวกำหนดทางสัญจรเข้าสู่ตัวบ้าน บ้านแต่ละหลังมีพื้นที่ที่น่าสนใจอีกทั้งยังมีภูมิปัญญาพื้นบ้านในการคิดรายละเอียดเล็กๆน้อยอีก ลักษณะการวางแนวอาคารเกิดเป็นกลุ่มก้อน เกิดพื้นที่เชื่อมต่อกันที่น่าสนใจทีเดียว ทั้งนี้บริเวณใกล้เคียงละแวกนั้น ก็ยังมีบ้านอีกที่น่าสนใจ ซึ่งพื้นที่ภายใน และรูปทรงภายนอกมีการเล่นระนาบที่มีความน่าสนใจเช่นกัน
โรงเรียนรุ่งอรุณ
เป็นโรงเรียนในเครือของสถาบันอาศรมศิลป์ ซึ่งอาศรมศิลป์เป็นผู้ออกแบบทั้งหมด แนวความคิดของการออกแบบโรงเรียนมีความน่าสนใจมาก การวางผังอาคารทั้งหมดเข้ากับบริบทโดยรอบที่มีอยู่ รักษาสภาพสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี พื้นที่ส่วนต่างๆมีความน่าสนใจ จุดเด่นคืออาคารทั้งหมดพยายามอนุรักษ์สิ่งที่เป็นท้องถิ่นเดิมไว้ ให้เห็นถึงเอกลักษณ์ความสำคัญ
ของเรือนสมัยก่อน แต่ก็มีการใช้เทคนิคสมัยใหม่เข้าไปประกอบแต่ไม่ทำให้เสียของเดิม ซึ่งงานที่ออกมาดูลงตัวสวยงามทีเดียว อาคารแต่ละอาคารออกแบบมาให้บรรยากาศเข้ากันกับพื้นที่ใช้สอยซึ่งเหมาะกับลักษณะของวิชาที่เรียน ทางสัญจรต่างๆเชื่อมถึงกันโดยใช้ธรรมชาติมามีส่วนร่วม เกิดพื้นที่ที่มีความสวยงามน่าพักผ่อนตลอดเส้นทาง ทั้งโรงเรียนมีความร่นรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ทำให้อากาศไม่ร้อน ทั้งนี้โรงเรียนนี้เน้นที่จะสอนให้เด็กมีความอดทน มัธยัสถ์ ใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่า ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักวิถีความเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อนที่จะทำให้ตนเองมีความสุขได้โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากมาย
สถาบันอาศรมศิลป์
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตของสถาบันอาศรมศิลป์ ก็ได้เห็นถึงงานสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นท้องถิ่นรวมกับความเป็นงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้าด้วยกัน ด้วยรูปทรงของอาคารที่เป็นจั่วเหมือนสมัยก่อน แต่การจัดพื้นที่ภายใน วัสดุ และเทคนิคเป็นงานผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาเดิมกับเทคนิคสมัยใหม่เข้าด้วยกันทำให้อาคารออกมามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก อาคารทั้ง 5 อาคารมีลักษณะเหมือนกัน แต่พื้นที่ใช้สอยไม่เหมือนกัน โดยมีสนามหญ้าอยู่หน้าอาคารทั้งหมด ทำให้เกิดบรรยากาศที่สดชื่นทุกอาคาร อาคารแต่ละอาคารเชื่อมต่อกันด้วยระเบียงนอกชานแบบสมัยก่อนมีพื้นที่นั่งพักผ่อน ภายในของอาคารแต่ละหลังมีการจัดพื้นที่ที่มีความน่าสนใจมากเป็นการนำแนวคิดสมัยใหม่เข้ามาใช้กับงานได้อย่างลงตัว ทั้งนี้การเลือกจะใช้หญ้าแฝกมุงหลังที่สื่อถึงความเป็นท้องถิ่นอย่างชัดเจน แต่มีการแก้ปัญหาด้วยมุงหลังคาใสไว้ภายในซึ่งกันน้ำรั่วได้ดี และอาคารเป็นอาคารที่ค่อนข้างใหญ่ มาตราส่วนต่างๆก็ขยายตามไปด้วย การรับแรงจึงทำไม่ได้ตามแบบโครงสร้างสมัยก่อน จึงมีการใช้โครงสร้างแบบใหม่เข้ามา แต่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ขัดแย้งกันกับบรรยากาศเดิมเลย ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคิดแก้ปัญหา
ที่ดีและสวยงามลงตัวกับงานที่ออกมา สำหรับที่นี่เป็นที่ที่ทำให้เห็นแนวทางของความเป็นสถาปัยกรรมพื้นถิ่นไทยเราเดิมที่สามารถเดินควบคู่ไปกับสถาปัตยกรรมยุคใหม่ได้ โดยไม่ได้ด้อยไปกว่างานใหม่ๆเลย ทำให้เราได้เห็นถึงคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเราเดิมได้อย่างดี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








